홍진주성형외과

YouTubeblogfacebook  
  • 홈으로
  • ศัลยกรรมจมูก
  • การผ่าตัดแก้ไขจมูก
[ การผ่าตัดแก้ไขจมูก ]

วินิจฉัยการผ่าตัดให้แม่นยำขึ้นผ่าน CT scan

การผ่าตัดแก้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถ่ายซีที เพื่อวินิจฉัยการผ่าตัด ในการถ่ายซีทีจะทำให้สามารถเห็น กระดูก กระดูกอ่อน รวมถึงผิวหนัง และเนื้อเยื่ออีกด้วย การที่วินิจฉัยผ่านซีทีแสกน จะค่อนข้างแม่นยำ และง่ายต่อการวางแผนการผ่าตัด

อีกทั้ง จมูกฮัมท์ จมูกเบี้ยว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ซิทีในการวินิจฉัย เพราะจำเป็นที่จะต้องทำการเหลาฐานกระดูกจมูก การวินิจฉัยผ่านซีที จะช่วยให้ผลลัพท์การผ่าตัดออกมาน่าพึงพอใจด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าในเคสที่เคยฉีดฟิลเลอร์จมูกมาก่อน หรือ ในเคสที่ซิลิโคนเบี้ยว สามารถช่วยวินิจฉัยเคสเหล่านี้ได้แม่นยำขึ้น และยังช่วยในการป้องกันอาการต่างๆ ในระหว่างผ่าตัดด้วย
ถึงเวลาที่ จะต้องแก้ไขจมูกให้ เพอร์เฟคขึ้น
ปกติแล้วถ้าจะทำการแก้ไขจมูก เพื่อความปลอดภัยจะต้องรอให้รอยแผลเข้าที่ก่อน ประมาณ 6 เดือน ถึงจะทำการแก้ไขจมูกใหม่ได้

รอยแผลจากการศัลยกรรมจมูกจะเป็นเหมือนกาวที่ช่วยสมานผิวหนังและเส้นเลือดฝอยต่างๆ เข้าด้วยกันหลังการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก ถ้าทำการผ่าตัดทันที ไม่รอจนถึง6เดือน อาจจะเกิดอาการเลือดไหลออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติได้
แต่ในบางกรณีก็จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยไม่ต้องรอให้ถึง 6 เดือน

ในเคสที่ซิลิโคนและกระดูกอ่อนที่เติมเข้าไป มีรูปร่างที่ผิดปกติ
- การที่เนื้อเยื่อข้างในจมูกไม่ทำการติดกับกระดูกหรือรูปร่างของซิลิโคนแปลกไป เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ อาจจะทำให้การแก้ไขยากขึ้น จึงควรทำการแก้ไขให้เร็วที่สุด

ในเคสที่เกิดการอับเสบ
- ถ้าคุณหมอเช็คว่ามีอาการอับเสบในการเสริมจมูก และได้เอาซิลิโคนออก หลังจากเอาซิลิโคนออกแล้วจะสามารถทำการแก้ไขจมูกใหม่ หลังจากเอาซิลิโคนออกแล้ว 4-8สัปดาห์

คนที่จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขจมูก
  1. ซิลิโคนเบี้ยว
    ในกรณีที่ซิลิโคนเบี้ยว จะดูออกมาข้างใดข้างนึงมากเป็นพิเศษ หรือคล้ายๆจะทะลุออกมาข้างนอก
  2. อาการผิดปกติในจมูก
    เมื่อเกิดอาการผิดปกติในจมูกไม่ว่าจะเป็นการอักเสบหรือสิ่งอื่นแปลกปลอมอื่นๆ
    *อาการผิดปกติ:ในบริเวณรอบๆซิลิโคนจะมีเนื้อเยื่อที่ช่วยในการหุ้ม และมีหน้าทีทาให้ผิวหนังติดอยู่ด้วยกันกับซิลิโคน แต่อย่างไรก็ตามเพื่อลดการอักเสบรอบๆ บริเวณซิลิโคน ก็จะมีการตอบสนองโดยการหดตัวของเนื้อเยื่อ สิ่งนี้จะส่งผลต่อบริเวณที่ซิลิโคนอยู่ ทาให้จมูกดูสั้นลงได้
  3. ซิลิโคนทำให้ทรงจมูกเปลี่ยนไป
    เมื่อซิลิโคนมีลักษณะรูปร่างแปลกไป ก็จะทำให้รูปร่างจมูกเปลี่ยนไปด้วย รวมไปถึงผิวตรงปลายจมูกบางลง ถ้าถึงขั้นรุนแรงซิลิโคนอาจจะทะลุออกมาข้างนอก
  4. แผลข้างในรูจมูก
    แผลที่เกิดจากการผ่าตัด มันขึ้นไปข้างบนเยอะเกินไป หรือกระดูกอ่อนที่ใช้แก้ไขปลาย เคลื่อนที่และทำให้ผิวหนังไม่เรียบมาจากภายใน หรืออาจจะเป็นเพราะรูปร่างของรูจมูกที่เปลี่ยนไป
  5. จมูกที่ดูพุ่งเกินไป สัดส่วนดูโด่งไปกว่าปกติ

    สันตรงระหว่างตาดูสูงกว่าตรงปลายจมูกมากเกินไป
    ถ้าสันจมูกดูโด่งขึ้นมาเยอะเกินไป จะทำให้บริเวณข้างจมูก ดูลึกลงไป และส่งผลให้จมูกดูไม่เป็นธรรมชาติ และอีกการที่ทำสันสูงเกินไป จะทำให้ปลายจมูกกับสันจมูกอยู่ใกล้กันเกินไป ทำให้สัดส่วนไม่บาลานซ์กันและดูโด่งเกินธรรมชาติ


    ปลายจมูกดูทื่อ
    กระดูกอ่อนจะช่วยเสริมให้ปลายดูโด่งขึ้น ถ้าเกิดเสริมปลายจมูกให้โด่งโดยใช้ซิลิโคนตัวแอล หรือ ซิลิโคนปกติ หรือใช้กระดูกอ่อนวางผิดตำแหน่งตรงปลายจมูก อาจจะทำให้ปลายไม่ได้รูปทรงและดูทื่อได้


    จมูกสั้น
    จะทำการแก้ไขโดยการปรับส่วนกระดูกอ่อนของปลายจมูกโดยยกปลายจมูกขึ้น(cephalic rotation) และเสริมส่วนสันให้โด่งขึ้น ตกแต่งสันจนถึงปลายให้เข้ารูป จมูกจะดูยาวขึ้น


    ปลายจมูกแหลมไป
    การที่ปลายจมูกดูแหลมเกินไป จะส่งผลให้ผิวหนังบริเวณปลายจมูกบางลงด้วย และอาจจะทำให้เกิดการทะลุของซิลิโคน หรือ กระดูกอ่อน ในเคสนี้ต้องแก้ด้วยการเติมเนื้อแท้เข้าที่ปลายจมูก


    กระดูกตรงสันจมูกกว้างไป
    กระดูกจะต้องมีสัดส่วน 1/2 บริเวณสันจมูก ถ้าในเคสที่กระดูกออกมาข้างๆสันจมูกเยอะเกินไป อาจจะทำให้จมูกดูใหญ่และไม่สวยด้วย สามารถแก้ไขได้โดยการเหลาฐานกระดูก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทคนิคได้พัฒนาขึ้นมากจะไม่ใช้การดมยาสลบในการผ่าตัด แต่อย่างไรก็ตามควรที่จะทำการเหลาฐานในเคสที่จำเป็นเท่านั้น
ในกรณีที่เกิดการอับเสบหลังจากทำศัลยกรรมจมูก
ในการผ่าตัด การเสริมซิลิโคนเข้าที่สันจมูก ซิลิโคนจะอยู่บนกระดูกของเรา ทำให้ไม่เกิดการอับเสบบริเวณนั้น แต่การที่เราเสริมกระดูกอ่อนจากหลังหูหรือส่วนอื่น เข้าไปที่ปลายจมูก เนื่องจากส่วนปลายจะเป็นเนื้อเยื่อ ซึ่งจะไวต่อการอับเสบได้ง่ายกว่า อาจจะทำให้เกิดการอับเสบตรงปลายจมูกได้
ส่วนการที่จะวางซิลิโคนให้มาใกล้บริเวณปลายเกินไป ก็ไม่ควรเช่นกัน
โดยเฉพาะการใช้ซิลิโคนตัวแอลที่ยาวมาจนถึงปลายจมูก ซึ่งถ้าสัมผัสตรงเนื้อเยื่อส่วนนั้นการอับเสบสามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
การอับเสบ(inflammation) เป็นปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันโดยสิ่งกระตุ้นภายนอก (ส่วนใหญ่คือแบคทีเรีย) ซิลิโคนจะไม่ก่อให้เกิดการอักเสบเพราะจะอยู่บนกระดูก แต่เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านเนื้อเยื่อข้างในจะกลายเป็นที่อยู่ของเชื้อโรคและเกิดการอักเสบ

การที่ทำการรักษาเพื่อป้องกันอาการอับเสบป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
เทคนิคเฉพาะในการแก้จมูกที่เจเจ
ใช้อวัยวะร่างกายตัวเอง
เนื้อแท้ตัวเอง
ในการผ่าตัดแก้ จะทำให้ผิวจมูกบางลงเนื่องจากรอยแผลจากการผ่าตัดครั้งแรก ผิวหนังที่บางลงจำเป็นจะต้องใช้เนื้อแท้ในการเติมให้หนาขึ้นอีกด้วย
ในการเสริมเนื้อแท้เข้าจุดนี้ จำเป็นจะต้องใช้เนื้อที่มีคอลลาเจนอุดมอยู่เยอะ เนื้อแท้ที่สุดคือเนื้อที่อยู่ข้างหลังร่างกายเรา และจะต้องเป็นเนื้อที่ซ่อนอยู่ข้างหลังกระดูกด้วย

ผิวหนังชั้นหนังแท้เป็นชั้นของคอลลาเจนที่อยู่ด้านล่างผิวหนังชั้นนอกที่สอดคล้องกับผิวชั้นบนสุดของผิว โดยการเอาเนื้อแท้ออก แผลที่เย็บจะไม่ใหญ่ ประมาณ 1.5cm

เนื้อแท้ไม่ใช่แค่ใช้เติมตรงปลายแค่นั้น แต่สามารถใช้แทนซิลิโคน เพื่อเสริมตรงสันให้โด่งได้ แต่ในกรณีนี้การเติมเนื้อแท้ตรงสันจมูก เนื้อแท้จะเกิดการหดตัวเมื่อเวลาผ่านไป6เดือนถึง1ปี ต้องทำการแก้ไขในส่วนนี้อยู่เรื่อยๆ
ในการเติมเนื้อแท้ตรงสัน ช่วงแรกอาจจะทำให้ตรงช่วงระหว่างตาใหญ่เกิน และกลายเป็นจมูกอวตารได้ เมื่อผ่านไปหลายเดือนแล้ว อาการของจมูกอวตารจะค่อยๆ ธรรมชาติมากขึ้น ในส่วนสันจมูกไม่ควรที่จะมีลักษณะหนาเกิน ควรจะให้ความรู้สึกที่เรียว เพราะฉะนั้นการใช้เนื้อแท้เติมที่สันอาจจะทำให้จมูกดูใหญ่ได้

อีกทั้งในการใช้เนื้อแท้เสริมที่สันจมูกทั้งหมด จะต้องใช้เนื้อแท้ในปริมาณมาก ทำให้บริเวณที่เอาเนื้อออก จะมีขนาดแผลที่ใหญ่อีกด้วย
กระดูกอ่อนของตัวเอง
กระดูกอ่อนหู กระดูกอ่อนในจมูก กระดูกอ่อนซี่โครง
ปลายจมูกเป็นส่วนที่สามารถเคลื่อนไหวได้ การไม่ใช้ซิลิโคนในส่วนนี้จะดีกว่า จึงจำเป็นต้องใช้กระดูกอ่อนตัวเองแทน

กระดูกอ่อนที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็น กระดูกอ่อนหู กระดูกอ่อนในจมูก หรือ กระดูกซี่โครง กระดูกอ่อนแต่ละชนิดจะมีความยืดหยุ่นและการสัมผัสที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเอามาตกแต่งปลายจมูกจะสร้างการไหลเวียนโลหิตของตัวเอง ซึ่งจะแตกต่างจากซิลิโคนที่ไม่ได้ช่วยในการกระตุ้นผิว

ปกติแล้วการใช้แค่กระดูกอ่อนหูกับกระดูกอ่อนในจมูกในการเสริมจมูกก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าในบางเคสที่จำเป็นจริงๆ จะต้องใช้กระดูกอ่อนซี่โครงด้วย กระดูกซี่โครงเป็นกระดูกอ่อนในร่างกายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่สามารถนำมาใช้ได้ การใช้กระดูกอ่อนซี่โครงของคนอื่นสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน แต่ผลลัพท์ที่ออกมาอาจจะไม่ดีเท่าของตัวเอง การเกาะตัวของเนื้อเยื่อจะทำได้ไม่ค่อยดี และถ้าผ่านไป 2-3 ปี รูปร่างของกระดูกก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย การไม่ใช้กระดูกของคนอื่นในส่วนนี้จะดีกว่า

อ้างอิง
1. Toriumi DM1. Choosing Autologous vs Irradiated Homograft Rib Costal Cartilage for Grafting in Rhinoplasty. JAMA Facial Plast Surg. 2017 Mar 23
2. Wee JH, Mun SJ, Na WS3, Kim H, Park JH, Kim DK, Jin HR. Autologous vs Irradiated Homologous Costal Cartilage as Graft Material in Rhinoplasty. JAMA Facial Plast Surg. 2017 Mar 23.

"บริการทรีทเมนต์หลังผ่าตัดของเจเจ"

ที่เจเจมีบริการทรีทเมนต์ที่จะช่วยให้การพักฟื้นเร็วขึ้น มาพร้อมกับบริการสระผมหลังผ่าตัดให้ด้วย

quick menu open

  • เวลาทำการ

    วันธรรมดา
    09:30~19:00
    อังคารและวันพฤหัสบดี
    09:30~20:00(บำรุงกลางคืน)
    วันเสาร์
    09:30~16:30